IMG_20230121_073412_259

เรื่องราวของบรรดาเจ้าของช้าง

เรื่องราวของบรรดาเจ้าของช้าง

เรื่องราวอันน่าแปลก ที่เกิดขึ้นก่อนการที่ท่านนบีจะประสูติเพียงเล็กน้อย
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้
คือ อับรอฮะห์ อัลฮัชรอม ผู้ครองเมืองเยเมน จากการ
มอบหมายของกษัตริย์แห่งฮะบะชะห์
(เอธิโอเปีย) เขาเห็นว่าควรสร้างวิหารที่เมืองซอน
อาอ์ในประเทศเยเมน
เขาได้เรียกร้องให้ชาวอาหรับมาทําฮัจญ์ที่นี่ แทนการทําฮัจญ์
ที่บัยตุลฮะรอม
โดยเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนศูนย์การค้า และการแสวงหากําไรจากมัก
กะฮฺมาที่เยเมน.

อับรอฮะห์เลยเสนอเรื่องนี้ต่อกษัตริย์ฮะบะชะห์ กษัตริย์เห็นด้วย
และสั่งให้
ดําเนินการในเรื่องนั้น เขาได้สร้างวิหารใหญ่โต
และตั้งชื่อว่า อัลกุลลัยซฺ القُلَّيْس
ชายคนหนึ่งจากชาวกุเรชได้มา
และได้ก่อเรื่อง โดยการเอาอุจจาระป้ายที่
กําแพงของวิหาร
อับรอฮะห์โกรธมาก เขาก็ไปดู และพบสภาพดังกล่าว ความโกรธ
เคืองได้พวยพุ่ง
เขาสั่งให้จัดกองทัพ เพื่อทําสงครามกับมักกะฮฺ และทําลายกะอฺบะห์
ในกองทัพนั้นมีช้าง
13 เชือก โดยมีช้างที่น่าเกรงขามเป็นช้างตัวใหญ่ที่สุดชื่อ
ว่า
มะฮฺมูด และกองทัพก็ได้เคลื่อนตัวไปยังมักกะฮฺ
ไม่มีชีวิตใดจากชาวอาหรับที่มาหยุดหน้าพวกเขา
นอกจากพวกเขาจะฆ่าเขา
เสียและทําให้มันพ่ายแพ้ไป
จนพวกเขามาหยุดใกล้มักกะฮฺ ก็ได้เกิดการเจรจาระหว่าง
และได้ทรงส่งนกเป็นฝูง
ลงมาบนพวกเขา มันได้ขว้างพวกเขาด้วยหินที่
ทําด้วยดินแข็ง แล้วพระองค์ทรงทําให้พวกเขาเป็นเช่นใบไม้ที่ถูก
(สัตว์) กิน

IMG_20230122_061441_491

การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ

การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ

โดยธรรมชาติของทุกสิ่งที่มีชีวิต มีสามัญสํานึก มีสติปัญญา จะประจักษ์ได้
เลยว่า
แท้จริงจักรวาลนี้มีผู้ทรงสร้างผู้ทรงปรีชาญาณ ที่คู่ควรแก่การเคารพภักดี
และจําเป็นจะต้องศรัทธาต่อพระองค์ และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงดูแลทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว

(
มีชีวิต) และสิ่งที่สงบนิ่ง (ไม่มีชีวิต)
ทุกสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงเอกะองค์เดียว

การศรัทธาต่ออัลลอฮฺคือรากฐานของรากฐาน
เป็นสิ่งจําเป็นยิ่ง ท่านร่อซูล
ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ถูกถามว่า การงานใดที่ประเสริฐที่สุด ท่านได้ตอบว่า
(( การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ))
และการศรัทธาต่ออัลลอฮฺที่แท้จริงประกอบไปด้วย 4
องค์ประกอบ

การศรัทธาต่อการมีอยู่ของอัลลอฮฺ
การศรัทธาต่อการเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์
การศรัทธาต่อการสมควรแก่การเคารพสักการะของพระองค์ (เป็นพระเจ้า)
การศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะของพระองค์
การมีอยู่ของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่ชัดแจ้ง
ด้วยสิ่งที่บ่งชี้ชัดไม่ว่าจะเป็น
สัญชาตญาณ
ความรู้สึก และสติปัญญา ทุกสิ่งที่อยู่ในจักรวาลนี้ เป็นตัวชี้ชัดถึงการ
มีอยู่ของพระองค์

وفي كل ّ شيء له آية تدل على أنه الواحد

ทุกสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า
อัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงเอกะองค์เดียว

20230122_053543

Jurisprudences of halal food ,FIQH

الطعام الحلال

The origin of foods and drinks is permissiveness (Halal), except for what came in Revelation, for prohibition such as carrion, blood, pork, alcohol, and so on. Islamic Law stipulates what is forbidden to consume.

First, all what has been proven as harmful to humans just

as the Almighty’s saying

อัลลอฮฺมีอยู่จริงหรือไม่?

อัลลอฮฺมีอยู่จริงหรือไม่?

อัลลอฮฺมีอยู่จริงหรือไม่?

ในโลกนี้เต็มไปด้วยวัตถุนิยม และสติปัญญาที่ถูกครอบงําด้วยสิ่งเย้ายวน
ประตูแห่งความสงสัยในสิ่งที่มีอยู่และสัญชาตญาณได้ถูกเปิดออก
คลื่นแห่งความต่ําช้าได้
เข้ามาเคาะประตูโลกอิสลาม

เป้าหมายดังกล่าวได้พุ่งเป้าไปยังเยาวชนมุสลิมโดยสะท้อนถึงปัญหาข้อสงสัยของคนรุ่นก่อน

อัลลอฮฺมีอยู่จริงไหม
?
ทั้งๆ ที่การมีอยู่ของอัลลอฮฺ
และการเป็นพระผู้อภิบาลแห่งการสร้าง ได้ประจักษ์ชัดแจ้งด้วย
กับสิ่งที่มีอยู่
และอธิบายถึงการมีอยู่ของพระองค์
ดังนั้น
ตัวบทหลักฐาน และสิ่งที่มีอยู่ในจักรวาล เป็นตัวชี้วัดถึงการมีอยู่ของอัลลอฮฺตะอาลา
อย่างชัดเจน

และความต้องการที่มีอยู่ในใจของมนุษย์ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นหลักฐานยืนยันถึงการมีอยู่
ของอัลลอฮฺ

โดยที่มนุษย์จะพบว่าตนเองนั้นจําเป็นจะต้องมุ่งสู่อัลลอฮฺตะอาลา
และวิงวอนขอต่อ
พระองค์และขอความช่วยเหลือจากพระองค์

อัลลอฮฺ
ตะอาลา ทรงตรัสว่า
﴿وَإِذَاُمَسَّ كُ مٱُ
ُضّليفِٱيلۡب َحب ر
َلَينََ َّىٰكُ م ب إ لَّ َّ ٓ إييَّاه ُ ُۖ فَلَمَّا ي ضَ ل َّ مَن تَدب عُون َ إٱيََلبب
َأَعبرَضب تُم ب ۡۚ و َ كََ ن
ٱُلۡب ينسَ ٰنكَفُورًا
٧٦
และเมื่อทุกขภัยประสบแก่พวกเจ้าในท้องทะเล ผู้ที่พวกเจ้าวิงวอนขอก็จะสูญ
หายไปเว้นแต่พระองค์เท่านั้น ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงช่วยให้พวกเจ้ารอดพ้นขึ้นบก พวก
เจ้าก็หันหลังออกไป และมนุษย์นั้นเป็นผู้เนรคุณเสมอ (อัลอิสรออฺ ๖๗)

และเมื่อทุกขภัยประสบแก่พวกเจ้าในท้องทะเล ผู้ที่พวกเจ้าวิงวอนขอก็
จะสูญหายไปเว้นแต่พระองค์เท่านั้น ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงช่วยให้พวกเจ้ารอดพ้น
ขึ้นบก พวกเจ้าก็หันหลังออกไป และมนุษย์นั้นเป็นผู้เนรคุณเสมอ (อัลอิสรออฺ ๖๗)